เคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมคนเราที่อุตส่าห์อดออม ขยันทำงานตัวเป็นเกลียว ประหยัดจนเอวคอดเอวกิ่ว

รวมทั้งไม่เคยข้องแวะกับความฟุ่มเฟือยใดๆ พอมีเงินก็เอาไปต่อยอดให้ออกดอกออกผล เรียกได้ว่าทำทุกอย่างตามสูตรของการเป็นเศรษฐี พยายามปฏิบัติทุกอย่างตามคัมภีร์แห่งความมั่งคั่ง แต่ท้ายที่สุดนั้นก็ยังไม่ได้เป็นเจ้าของสรรพนามคำว่าเศรษฐีเสียที ทำไม?? รวมทั้งทำไม??? จะมีวิธีไหนได้บ้างที่จะสามารถปรับเปลี่ยนตัวเองให้เป็นเศรษฐีหรือคนรวยได้บ้างไหม หากคุณคิดแบบนี้

เราจะพาไปแกะรอยดูว่า บรรดาเศรษฐีตัวจริงเสียงจริงทั้งหลาย เขาคิดรวมทั้งมีมุมมองกันอย่างไร ถึงได้มั่งคั่งอย่างยั่งยืนบนกองเงินกองทอง ที.ฮาร์ฟ เอเคอร์ เจ้าของงานเขียน เคล็ดลับทำใจให้เป็นเศรษฐีเงินล้าน : การคุมเกมสร้างความมั่งคั่ง ซึ่งพูดได้ว่าตัวเค้าเองนั้นเชื่อว่าคนรวยคิดแตกต่างเกี่ยวกับเงิน รวมทั้งแต่ละคนมีแผนการเงินเฉพาะตัว ซึ่งพูดได้ว่าคิดกำหนดขึ้นมาตลอดช่วงชีวิตในการลงทุนข้องเกี่ยวกับเงิน ลองตามมาดูวิธีคิดรวมทั้งมุมมองแบบคนรวย แนวความคิดแบบคนรวย ว่าเขาคิดกันอย่างไร

วิธีคิดแบบคนรวย ช่วยให้รวยจริงหรือไม่

ตัวอย่างวิธีคิดแบบคนรวย

คิดแบบ เจริญ สิริวัฒนภักดี

ฉันสร้างชีวิตด้วยตัวเอง พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็เท่ากับ คนที่จะรวยได้ต้องเริ่มคิดสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยตัวเอง ไม่คิดพึ่งพิงคนอื่น สังเกตว่าพวกที่ไม่ได้เป็นเศรษฐี มักคิดแค่ว่า เราช่างโชคดีเหลือเกินที่เกิดมาบนกองเงินกองทองที่พ่อแม่สร้างไว้ให้ ไม่ต้องทำอะไรก็มีมรดกตกทอดมาจากพ่อแม่เอาไว้ให้ใช้อยู่แล้ว ไม่เห็นต้องทำอะไร ก็อยู่ได้ไปชั่วชีวิต จะเห็นได้ว่าเศรษฐีเมืองเราหลายคน ไม่ว่าจะเป็น “เจริญ สิริวัฒนภักดี” หรือ “เฉลียว อยู่วิทยา” ก็ล้วนแต่สร้างรวมทั้งสั่งสมความร่ำรวยมาด้วยตัวเองแทบทั้งสิ้น กว่าจะนอนเกลือกกลิ้งบนกองเงินกองทองเป็นเศรษฐีมีเงินพันล้านหมื่นล้าน คนเหล่านี้เริ่มต้นจากศูนย์รวมทั้งด้วยสองมือเปล่า รวมทั้งเป็นคนที่มีพื้นฐานครอบครัวไม่รวยมาก่อนแทบทั้งสิ้น

มีหัวการค้าตั้งแต่เด็ก กว่าจะมาเป็นคนที่รวยที่สุดในประเทศไทย รวมทั้งเป็นเจ้าของเหล้าแม่โขง รวมทั้งเหล้าแสงโสม เบียร์ช้าง เศรษฐีแถวหน้าของเมืองไทยอย่างเจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าของธุรกิจเบียร์ช้าง เป็นคนที่มีหัวการค้าตั้งแต่เด็ก รวมทั้งเขาก็เชื่อเสมอว่าคนจะรวยได้ต้องทำการค้าเท่านั้น นั่นทำให้เขามุ่งมั่นกับการทำการค้ามาตั้งแต่เด็ก

ปรับเปลี่ยนแนวคิดให้รวยด้วยการคิดแบบคนรวย

คิดแบบ เฉลียว อยู่วิทยา

เจ้าของบริษัทเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อดังอย่างกระทิงแดง ปัจจุบันมีบุตร 11 คน โดยในปี พ.ศ. 2551 ได้รับการจัดอันดับโดยนิตยสารฟอร์บส์ให้เป็น เศรษฐีอันดับ 260 ของโลก รวมทั้งอันดับ 1 ของไทย ซึ่งพูดได้ว่ามูลค่าสินทรัพย์มีมูลค่าประมาณ 4,000 ล้านดอลลาร์ โดยรวมมูลค่าของหุ้นส่วนอุตสาหกรรมยา (T.C. Pharmaceuticals) รวมทั้งหุ้นส่วนโรงพยาบาล รวมทั้งเฉลียว เขาไม่ได้เกิดมาในชาติตระกูลของผู้มีอันจะกิน แต่เกิดมาท่ามกลางครอบครัวยากจน ทำให้เขาต้องช่วยที่บ้านทำงานมาตั้งแต่เด็กๆ ก่อนจะมาขายกระทิงแดงอย่างทุกวันนี้ เขาขายทั้งผลไม้ ขายยา รวมทั้งทำธุรกิจมากมายหลายอย่าง รวมทั้งหลายอย่างก็ไม่ประสบความสำเร็จ

สมถะรวมทั้งใช้ชีวิตเรียบง่าย ข้อสังเกตอย่างหนึ่งของบรรดาเศรษฐี เท่ากับ ยิ่งรวยมากเท่าไหร่ ยิ่งมั่งคั่งมาก พวกเขายิ่งใช้ชีวิตอย่างสมถะรวมทั้งเรียบง่ายมากกว่าคนที่เพิ่งรวย ถ้าแม้นจะให้เห็นชัดเจนที่สุดคงเป็นเจ้าพ่อกระทิงแดงอย่างเฉลียว อยู่วิทยา ที่แม้ว่าเขาจะร่ำรวยระดับโลกแล้ว แต่ทุกวันนี้เขายังคงใช้ชีวิตอย่างสมถะเหมือนกับเมื่อตอนเริ่มต้นทำธุรกิจ ธรรมชาติของเขาเท่ากับความเรียบง่าย กินอยู่ง่ายๆ แบบคนธรรมดาทั่วไป ใช้ข้าวของไม่ต่างจากตอนที่บุกเบิกธุรกิจ

กรณีของเฉลียว ที่เมื่อพูดถึงชื่อเขา แน่นอนทุกคนคงนึกถึงกระทิงแดง แต่ทุกวันนี้เฉลียวไม่ได้ขายกระทิงแดงอย่างเดียว แต่แตกไลน์ขยายธุรกิจออกไปอย่างกว้างไกล ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจยา เครื่องดื่ม อาหาร สนามกอล์ฟ ธุรกิจพัฒนาที่ดินรวมทั้งอสังหาริมทรัพย์

เปลี่ยนความคิดในแบบ บิล เกตส์

เจ้าของบริษัท ไมโครซอฟท์ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้โตมาจากครอบครัวยากจน เพราะพ่อของเขาเป็นทนายรวมทั้งแม่เป็นอาจารย์ แต่เขาก็มีหัวการค้ามาตั้งแต่เด็กเหมือนกัน ช่วงที่เรียนอยู่เขากับเพื่อนสนิทคิดช่องทางหาเงิน โดยรับเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งพูดได้ว่าทำเงินให้เขาไม่ใช่น้อยเลยสำหรับเด็กในวัย 10 ขวบกว่า

คิดให้รวยแบบ วอร์เรน บัฟเฟตต์

วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นคนที่ขยันหาเงินมาตั้งแต่เด็ก กว่าจะมาร่ำรวยระดับโลกแบบนี้ได้ บัฟเฟตต์ก็เคยเป็นคนที่รู้จักทำมาหากินมาตั้งแต่เด็ก เขาก็เคยหา

เล่นอะไรต้องชนะเท่านั้น คนจนมักคิดแค่ว่าเล่นเกมการเงินหรือการลงทุนก็เพื่อไม่ให้แพ้ ตรงกันข้ามกับคนรวยที่เมื่อเล่นเกมการเงินหรือลงทุน พวกเขามุ่งมั่นว่าต้องชนะเท่านั้น อย่างบิล เกตส์ เป็นตัวอย่างของคนประเภทนี้ได้ดีที่สุด วิธีคิดของเขาเท่ากับ จะทำอะไรต้องชนะเท่านั้น นั่นเพราะในครอบครัวของเขาสอนให้มีนิสัยรักการแข่งขันมาตั้งแต่เด็ก

บัฟเฟตต์นั้น ถึงจะมีกำไรจากการลงทุนในตลาดหุ้นอย่างมหาศาลแค่ไหน แต่เขายังคงใช้ชีวิตไม่ต่างจากมนุษย์เงินเดือนทั่วๆ ไป เขายังคงใช้รถคันเก่าๆ เล็กๆ คันเดิมแทนรถสปอร์ตสุดหรู อยู่ในบ้านหลังเก่าแทนที่จะเป็นคฤหาสน์หลังโต เงินทองรวมทั้งทรัพย์สินที่บัฟเฟตต์หามาได้นั้น เขาแทบไม่ได้เอามาปรนเปรอความสุขให้ตัวเองอย่างที่ควรจะเป็น แต่เมื่อถึงจุดอิ่มตัวของชีวิต ความสุขของมหาเศรษฐีอย่างเขาเท่ากับการนำเงินไปบริจาค

10 แนวคิดที่จะทำให้รวยได้ง่ายขึ้น

  • คิดการใหญ่ไม่มองเล็ก
  • มองหาโอกาสไม่สนใจอุปสรรค
  • ชื่นชมผู้ประสบความสำเร็จ
  • คบหากับคนประสบความสำเร็จรวมทั้งคิดบวก
  • เลือกทำเงินโดยไม่รอเวลา
  • เน้นหาความมั่งคั่งอื่นไม่ใช่แค่รายได้ประจำ
  • บริหารเงินได้ ใช้เงินเป็น
  • ให้เงินช่วยทำงานไม่ใช่ทำงานหนักเพื่อเก็บเงิน
  • ใช้เงินให้เป็น
  • เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา

คิดการใหญ่ไม่มองเล็ก ธรรมชาติของคนรวยมักจะคิดการใหญ่ แต่ถ้าแม้นเป็นคนจนจะคิดการเล็ก คนรวยไม่ได้คิดแค่เปิดร้านก๋วยเตี๋ยวเล็กๆ ข้างทาง แต่พวกเขาคิดเลยเถิดไปถึงร้านอาหารใหญ่ๆ ที่อาจจะขายแฟรนไชส์ได้ในอนาคต หรืออาจจะเปิดในต่างประเทศ อย่างบิล เกตส์เป็นกรณีศึกษา จะพบว่าเขาเป็นคนที่คิดการใหญ่มาตั้งแต่เป็นวัยรุ่น สมัยที่คอมพิวเตอร์ยังไม่ใช่ของใช้ประจำบ้าน คนมีวิสัยทัศน์อย่างบิล เกตส์กลับมองออกว่า คอมพิวเตอร์จะกลายมาเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตประจำวันของผู้คน เมื่ออ่านเกมขาด เขาจึงตัดสินใจที่จะทุ่มเทเข้ามาทำธุรกิจที่เกี่ยวพันกับคอมพิวเตอร์ จนกระทั่งประสบความสำเร็จอย่างที่หลายคนไม่คาดคิด

มองหาโอกาสไม่สนใจอุปสรรค คนจนมัวแต่โฟกัสไปที่อุปสรรครวมทั้งจมดิ่งอยู่กับปัญหา แต่คนรวยแม้จะถูกรุมเร้าด้วยอุปสรรครวมทั้งปัญหา แต่พวกเขาจะมองหาโอกาสโดยไม่สนใจกับอุปสรรคใดๆ พูดให้ชัดเท่ากับ คนรวยมองปัญหาเป็นเรื่องเล็ก แต่คนจนมักจะมองปัญหาเป็นเรื่องใหญ่ ยิ่งกว่านั้นเท่ากับคนรวยมักจะเป็นพวกตื่นตัวรวมทั้งความกลัวหยุดพวกเขาไม่ได้

ชื่นชมผู้ประสบความสำเร็จ ลองสังเกตดูให้ดีจะพบว่า คนรวยมักจะชื่นชมคนรวยรวมทั้งยินดีกับผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต แต่คนจนเวลาเห็นคนรวยกว่าหรือเห็นคนอื่นได้ดีกว่ามักไม่ค่อยพอใจ เมื่อบุรุษที่ร่ำรวยที่สุดในโลก 2 คน อย่างบิล เกตส์ กับบัฟเฟตต์พบกันเมื่อไม่กี่ปีมานี้ เขาต่างชื่นชมซึ่งพูดได้ว่ากันรวมทั้งกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้พูดคุยกับบัฟเฟตต์เพียงไม่กี่ชั่วโมง บิล เกตส์กลายเป็นคนที่ศรัทธาในตัวบัฟเฟตต์อย่างมาก ฝ่ายบัฟเฟตต์เองก็นับถือบิล เกตส์อย่างดีเช่นเดียวกัน

สัญญาณเตือนก่อนจะเป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน

คบหากับคนประสบความสำเร็จรวมทั้งคิดบวก โดยมากพวกคนรวยจะคบค้าสมาคมกับคนที่ประสบความสำเร็จ หรือคนที่คิดบวก เพราะบางทีในอนาคตอาจจะคิดหาทางเพื่อเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกันในอนาคต ฝ่ายคนจนมักจะสมาคมกับคนคิดลบรวมทั้งคนที่ไม่ประสบความสำเร็จ เช่น กรณีของเจริญ เขาเป็นคนที่มีสายสัมพันธ์อย่างดีกับผู้คนในแวดวงการค้า การลงทุนในธุรกิจต่างๆ รวมไปถึง ข้าราชการ ไปจนถึงแวดวงนักการเมือง

เลือกทำเงินโดยไม่รอเวลา อาจจะเป็นเพราะคนรวยมักจะคิดแล้วทำเลย ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง ไม่รอเวลา เมื่อจังหวะมีโอกาสมา พวกเขาก็จะลงมือทำงานทำเงินทันที ตรงกันข้ามกับคนจนที่มักจะรอเวลา รวมทั้งผัดวันประกันพรุ่งกับทุกเรื่อง ตัวอย่างของเจริญค่อนข้างชัดเจน เขาเป็นคนที่มีความคิดแตกฉานในเรื่องการทำธุรกิจ เมื่อจะลงมือทำอะไรเขาจะคิดก่อน เมื่อคิดอย่างถ่องแท้แล้ว เขาก็จะลงมือทำ เรียกว่าเป็นคนที่ตัดสินใจเร็วในการทำธุรกิจ

คิดแบบควบคู่ไม่ใช่แค่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง ตัวอย่างของคนรวยหลายคน มักจะมีระบบคิดที่ไม่ใช่คิดแค่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่พวกเขาจะคิดควบคู่หลายเรื่องในเวลาเดียวกัน แต่ถ้าแม้นเป็นคนจนมักจะคิดวนอยู่เรื่องเดียว ถ้าแม้นมองในแง่ของการทำธุรกิจ ก็จะเห็นได้ว่า เศรษฐีหลายคน อาจจะเริ่มต้นจากธุรกิจแขนงใดแขนงหนึ่ง แต่เมื่อเริ่มตั้งตัวได้ พวกเขาก็จะแตกไลน์ทำธุรกิจหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกัน

เน้นหาความมั่งคั่งอื่นไม่ใช่แค่รายได้ประจำ ข้อนี้อาจจะต่อเนื่องอย่างที่บอกว่าคนรวยไม่ได้หวังแค่รายได้จากเงินเดือนประจำ แต่พวกเขาจะมองหาอย่างอื่นที่มาเติมความมั่งคั่งให้ตัวเองด้วย แต่คนจนหวังแค่รายได้ประจำ

บริหารเงินได้ ใช้เงินเป็น คนรวยมักจะบริหารเงินได้ดี แต่คนจนมักจะบริหารจัดการได้ไม่ดีเท่าไหร่ อย่างเจริญ เขาไม่ใช่คนที่ประหยัดเงินท่าเดียว แต่เขาเป็นคนที่ใช้เงินเป็น รวมทั้งมีระบบการบริหารเงินในบริษัทได้ดี คำว่าบริหารเงินได้ดี อาจหมายรวมไปถึงการบริหารพอร์ตการลงทุนด้วย เช่นกรณีพอร์ตการลงทุนของบัฟเฟตต์เขาก็บริหารด้วยการกระจายไปในหุ้น หลายกลุ่มหลายตัวที่เขาคิดรวมทั้งมองเห็นแล้วว่าพื้นฐานกิจการดี รวมทั้งสามารถมองเห็นที่มาที่ไปของการสร้างรายได้

เที่ยวหาดทับแขก กระบี่ยังไง ให้ไปถึง

ให้เงินช่วยทำงานไม่ใช่ทำงานหนักเพื่อเก็บเงิน คนจนเอาแต่คร่ำเคร่งกับการทำงานอย่างหนักเพื่อหาเงินมาเก็บ แต่คนรวยไม่ได้เป็นแบบนั้น เมื่อทำงานหนักได้เงินมา พวกเขาใช้ให้เงินทำงานแทนพวกเขา บัฟเฟตต์เองก็เช่นกัน จริงอยู่เขาเป็นคนที่ขยันทำมาหากิน หมั่นเก็บออมเงิน รวมทั้งเมื่อถึงจุดหนึ่งก็นำเงินมาลงทุนเพื่อให้เงินทำงาน ซึ่งพูดได้ว่าเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก เพราะบัฟเฟตต์เริ่มซื้อหุ้นครั้งแรกเมื่ออายุ 11 ขวบ รวมทั้งนับจากนั้น เขาก็ให้เงินทำงานหนักกว่าเขาหลายเท่า

เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา คนจนมักจะคิดว่าฉันรู้หมดแล้ว ตรงกันข้ามกับคนรวยที่ขวนขวายหาความรู้ รวมทั้งมีนิสัยชอบเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ถ้าแม้นใครที่ติดตามหรือแกะรอยความรวยของบัฟเฟตต์ ก็จะพบว่า แม้จะร่ำรวยแล้วแต่เขาก็ยังเป็นคนที่เรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง รวมทั้งยังแนะนำให้ทุกคนหมั่นศึกษาหาความรู้ใส่ตัว รวมทั้งฝึกฝนทักษะในเรื่องต่างๆอยู่ตลอด

ทั้งหมดที่ว่านี้ เท่ากับ วิธีคิดรวมทั้งมุมมองของคนรวย คุณเองก็เป็นเศรษฐีได้ ถ้าแม้นลองหยิบแง่คิดเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้กับตัวเอง แค่พัฒนาความฉลาดทางการเงินของตัวเอง รวมทั้งเริ่มต้นคิดให้เหมือนกับตัวเองเป็นเศรษฐีเงินล้าน จะช่วยให้เงินไหลเข้ามาหาคุณได้เอง

ส่วนการใช้เงินเป็นนั้น แม้เศรษฐีพวกนี้จะอยู่ในภาวะร่ำรวยล้นฟ้ากันแล้ว แต่ถ้าแม้นสังเกตให้ดีก็จะเห็นว่า พวกเขาหามาได้รวมทั้งใช้อย่างพอดี ไม่ได้ฟุ่มเฟือยกับกองเงินกองทองตรงหน้า แถมเศรษฐีแต่ละคน เมื่อรวยมาถึงระดับหนึ่งก็มักจะทำหน้าที่เป็นผู้ให้ ด้วยการบริจาคเงินช่วยเหลือให้กับสังคมในรูปแบบต่างๆ

ที่มา https://www.srianant.com/commendable/3752/